รถพ่วงคือรถ 10 ล้อที่ลากตัวพ่วงตามมาอีกหนึ่งตู้ ให้พื้นที่เกือบสองเท่าในค่าคนขับคนเดียวและค่าน้ำมันชุดเดียว จึงเป็นรถที่คุ้มที่สุดต่อกิโลกรัมสำหรับงานทางไกลที่ของเยอะจริง ข้อแลกเปลี่ยนคือความคล่องตัว ตัวรถยาวรวมเกิน 18 เมตร และการถอยเข้าจุดโหลดต้องใช้พื้นที่มากกว่ารถทุกประเภทยกเว้นเทรลเลอร์

ตู้หน้าราว 7.2 เมตร บวกตู้พ่วงอีกราว 7.2 เมตร กว้าง 2.4 เมตร สูง 2.4 เมตร เป็นตัวเลขที่ควรวัดของกับมันก่อนเลือกรถ เพราะพื้นที่มักหมดก่อนน้ำหนักในงานที่ของเบาแต่กินที่
ต้องการลานกลับรถขนาดใหญ่และถนนเข้าออกกว้างอย่างน้อย 6 เมตร ถ้าไม่แน่ใจว่าหน้างานรับความยาวขนาดนี้ได้ ให้ส่งรูปทางเข้ามาก่อน เปลี่ยนเป็นรถ 10 ล้อสองคันมักถูกกว่าการที่รถไปถึงแล้วเข้าไม่ได้
เลือกรถผิดประเภทมีต้นทุนสูงกว่าเลือกรถแพงไปหนึ่งขั้นเสมอ เพราะรถที่ไปถึงแล้วเข้าไม่ได้หรือรับน้ำหนักไม่ไหวคือเสียทั้งเที่ยวและเสียทั้งวัน
อุปกรณ์พื้นฐานเหล่านี้มีติดรถทุกคันโดยไม่คิดเพิ่ม
ส่วนอุปกรณ์ที่เป็นของประเภทรถนี้โดยเฉพาะ
รถพ่วงเจ็ดเพลาหรือ 22 ล้อมีน้ำหนักรวมสูงสุดตามกฎหมาย 50.5 ตัน ซึ่งเป็นพิกัดสูงสุดของรถบรรทุกในประเทศไทย คนขับต้องมีใบขับขี่ ท.3 หรือ ท.4 ตามลักษณะรถ และตัวพ่วงต้องจดทะเบียนแยกพร้อมประกันของตัวเอง
แจ้งน้ำหนักและขนาดจริงตั้งแต่ตอนจอง น้ำหนักที่เกินพิกัดทำให้รถถูกกักที่ด่านชั่ง และทำให้ประกันสินค้าไม่คุ้มครองทั้งเที่ยว ซึ่งเป็นความเสียหายที่มากกว่าส่วนต่างค่าขนส่งเสมอ
ราคาด้านล่างคำนวณจากระยะทางจริงของแต่ละเส้นทางคูณอัตรา ฿28 ต่อกิโลเมตรของรถลากพ่วง เทียบกับค่าเที่ยวขั้นต่ำ ฿2,800 แล้วใช้ค่าที่สูงกว่า เป็นวิธีเดียวกับที่ระบบคิดราคาจริง
| เส้นทาง | ระยะทาง | ใช้เวลา | ราคาเริ่ม |
|---|---|---|---|
| กรุงเทพ–เชียงใหม่ | 682 กม. | 10–12 ชม. | ฿19,000 |
| กรุงเทพ–หาดใหญ่ | 940 กม. | 14–16 ชม. | ฿26,300 |
| บางปู–ลำพูน | 690 กม. | 11–13 ชม. | ฿19,300 |
| กรุงเทพ–สุราษฎร์ธานี | 644 กม. | 10–12 ชม. | ฿18,000 |
| ลาดกระบัง–แหลมฉบัง | 105 กม. | 2–3 ชม. | ฿2,900 |
| แหลมฉบัง–กรุงเทพ | 118 กม. | 2–3 ชม. | ฿3,300 |