หัวลากพร้อมกึ่งพ่วงเป็นรถของงานท่าเรือและงานหนักโดยเฉพาะ เป็นประเภทเดียวที่รับตู้คอนเทนเนอร์ทั้งใบได้ตามระเบียบท่า และเป็นประเภทเดียวที่รับเครื่องจักรน้ำหนักหลายสิบตันบนพื้นเรียบได้ ตัวรถแยกหัวกับหางออกจากกันได้ ทำให้ทิ้งหางไว้ให้โรงงานบรรจุแล้วให้หัวไปทำงานอื่นระหว่างรอ ซึ่งเป็นวิธีที่งานส่งออกใช้ประจำ

พื้นเรียบหรือแชสซียาวราว 12.0 เมตร กว้าง 2.4 เมตร รับตู้คอนเทนเนอร์ 20 และ 40 ฟุต เป็นตัวเลขที่ควรวัดของกับมันก่อนเลือกรถ เพราะพื้นที่มักหมดก่อนน้ำหนักในงานที่ของเบาแต่กินที่
ต้องการทางเข้ากว้างและรัศมีเลี้ยวมาก พื้นที่หน้างานควรรับความยาวรวมได้ไม่ต่ำกว่า 16 เมตร ทางลาดชันและคอสะพานเป็นจุดที่ท้องรถติดได้จริง จึงควรระบุลักษณะทางเข้าไว้ตอนจอง
เลือกรถผิดประเภทมีต้นทุนสูงกว่าเลือกรถแพงไปหนึ่งขั้นเสมอ เพราะรถที่ไปถึงแล้วเข้าไม่ได้หรือรับน้ำหนักไม่ไหวคือเสียทั้งเที่ยวและเสียทั้งวัน
อุปกรณ์พื้นฐานเหล่านี้มีติดรถทุกคันโดยไม่คิดเพิ่ม
ส่วนอุปกรณ์ที่เป็นของประเภทรถนี้โดยเฉพาะ
รถกึ่งพ่วงหกเพลาหรือ 18 ล้อมีน้ำหนักรวมสูงสุดตามกฎหมาย 47.5 ตัน น้ำหนักตู้ที่แจ้งต้องตรงกับใบรับรองที่ยื่นสายเรือ เพราะด่านชั่งและท่าเรือใช้ตัวเลขชุดเดียวกัน ของที่ยื่นเกินตัวรถต้องขออนุญาตจากกรมทางหลวงก่อนเดินทางทุกครั้ง
แจ้งน้ำหนักและขนาดจริงตั้งแต่ตอนจอง น้ำหนักที่เกินพิกัดทำให้รถถูกกักที่ด่านชั่ง และทำให้ประกันสินค้าไม่คุ้มครองทั้งเที่ยว ซึ่งเป็นความเสียหายที่มากกว่าส่วนต่างค่าขนส่งเสมอ
ราคาด้านล่างคำนวณจากระยะทางจริงของแต่ละเส้นทางคูณอัตรา ฿32 ต่อกิโลเมตรของรถเทรลเลอร์ เทียบกับค่าเที่ยวขั้นต่ำ ฿3,500 แล้วใช้ค่าที่สูงกว่า เป็นวิธีเดียวกับที่ระบบคิดราคาจริง
| เส้นทาง | ระยะทาง | ใช้เวลา | ราคาเริ่ม |
|---|---|---|---|
| แหลมฉบัง–กรุงเทพ | 118 กม. | 2–3 ชม. | ฿3,700 |
| ลาดกระบัง–แหลมฉบัง | 105 กม. | 2–3 ชม. | ฿3,500 |
| กรุงเทพ–มาบตาพุด ระยอง | 179 กม. | 3–4 ชม. | ฿5,700 |
| กรุงเทพ–นครราชสีมา | 259 กม. | 4–6 ชม. | ฿8,200 |
| กรุงเทพ–ขอนแก่น | 449 กม. | 7–9 ชม. | ฿14,300 |
| กรุงเทพ–อุดรธานี | 564 กม. | 9–11 ชม. | ฿18,000 |